10 อันดับ ไดโนเสาร์นักล่าสุดโหด(ในความคิดของข้าพเจ้า)

เอาละครับ วันนี้เราจะมาคุยกัน ด้วยการพาทุกท่านย้อนไปสู่ยุคโบราณ เผชิญหน้าอดีตนักล่า ผู้ปกครองโลกนานร่วม 160 ล้านปี!

อันดับ 10 ไดโนนีคัส
เครื่องจักรสังหารแห่งยุคครีเตเชียส ถูกทำให้สับสนจากหนัง จูราสสิค ปาร์ค ภาคแรก
เวโลซิแรปเตอร์นั้นมีขนาดเท่าสุนัขเท่านั้น นักล่าตัวจริงในจูราสซิค ปาร์ค
ควรเป็นมันมากกว่า แรงกัดที่ทรงพลังยิ่งกว่าจระเข้ ความเร็วที่มากที่สุดตัวหนึ่งในตระกูลโดรมีโอซอร์
ความสูงเท่ามนุษย์ หัวถึงหางยาวได้ ร่วม 3.4 เมตร กรงเล็บเท้ายาว 3 นิ้ว! 

อันดับ 9 อัลกิโลบาเตอร์ฺ
เพิ่มขนาดและความอันตรายขึ้นไปอีก ด้วยความยาวกว่า 5 เมตร และหนักกว่า 500 ปอนด์
แต่มีรูปร่างที่ว่องใวแบบโดรมีโอซอร์ อัลกิโลบาเตอร์จึงถือเป็นฝันร้ายของซอโรพอดขนาดเล็ก
และถ้ามันอยู่ในยุคของเรา เราจะตกอยู่ในอันตรายพอสมควรที่เดียว ถ้าต้องสู้กับมันมือเปล่า
(นักล่าที่ตัวหนักกว่าม้า ยาวเท่ารถเมล์ทั้งคัน แถมยังมีสปีดการล่าสูง เป็นใครก็ต้องระวังตัวหน่อยๆละครับ)

อันดับ 8 คาร์โนทอรัส
แขนที่เล็กจนน่าขำ และแรงกัดที่อ่อนแอเมื่อเทียบกับขนาดตัว ทำให้คาร์โนทอรัสถูกลดภาพของความแข็งแกร่งที่เคยมีลงไปมาก
...ถ้าไม่ใช่เพราะความยาวร่วม 8 เมตร และน้ำหนักที่มากกว่า 1 ตันนะสิ
มันเน้นการใช้ความเร็วไล่ตาม และกัดซ้ำๆให้เหยื่อเสียเลือดตาย

อันดับ 7
ยูทาห์แรปเตอร์

คาร์โนทอรัสอาจดูมีแขนที่อ่อนแอ และเป็นตัวตลก แต่ไม่ใช่สำหรับยูทาห์แรปเตอร์
กรงเล็บยาว 10 นิ้ว พร้อมฉีกร่างเหยื่อเป็นชิ้นๆ ความยาวหัวถึงหางร่วม 7 เมตร(กลุ่ม BYU เคยรายงานขนาด 11 เมตร)
การกัดด้วยฟันที่แหลมคม บวกกับหางยาวช่วยปรับสมดุลคล้ายชีตาร์ จึงทำให้เจ้านี่เป็นสุดยอดนักล่าแห่งยุคอีกตัว
พวกมันอาจฆ่าเหยื่อที่หนักนับสิบๆตันได้ ด้วยการรวมฝูง เป็นผู้ล่าต้นครีเตเชียสอีกตัว

อันดับ 6 เซราโตซอรัส
คู่ปรับจอมโหดของอัลโล อาจยาวได้ 9 เมตร(แต่ขนาดปกติจะยาวราว 6-7 เมตร มีคนเรียกมันว่า เสือดาวแห่งโลกล้านปี)
เพราะมันออกปฏิบัติการเดี่ยว ต่างจากอัลโลซอรัสที่ล่าเป็นทีม

อันดับ 5อัลโลซอรัส
ยินดีต้อนรับ สิงโตแห่งยุคจูราสซิค อัลโลซอรัส นักล่าที่อาจยาวได้ถึง 10 เมตร
มีแรงกัดมหาศาล ฟันที่คล้ายคมมีด และความเร็วในการกัดที่สูง พวกมันถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ล่าซอโรพอด
แม้จะเทียบที่เร็กซ์ฺได้ยากในด้านขนาด แต่ก็ชดเชยมาด้วยฝูง และความสามารถในการใช้ขาหน้า แถมเจ้านี่ไวด้วยสิ

อันดับ 4 มาพูซอรัส
ความยาว 9-12 เมตร และน้ำหนักตัวร่วม 6 ตัน ทำให้มาพูซอรัส เป็นผู้นำพาฝันร้ายในอเมริกาใต้ได้ไม่ยาก
เป้าหมายการล่าของพวกมัน คือ อาร์เจนติโนซอรัส ยักษ์กินพืชที่อาจยาวถึง 40 เมตร
และหนักได้ร่วม 50 ตัน มาพูซอรัสมีฟันที่ถูกสร้างมา เพื่อการเชือด แต่หั่นเนึ้อเป็นชิ้นๆ คล้ายมีดหั่นสเต็ก
เสียดายที่มันไร้ขาหน้าจึงอันดับต่ำลงไปกว่าตัวต่อๆไปใงละครับ 


อันดับ 3 ไทรันโนซอรัส




มาแล้วกับนักล่าผู้โด่งดัง ที เร็กซ์ จอมทลายเกราะแห่งอเมริกาเหนือ

มีน้ำหนักประมาณ 5-7 ตัน
ถึงแม้ว่าไทแรนโนซอรัส เรกซ์จะมีขนาดใหญ่กว่าไดโนเสาร์กินเนื้อในยุคจูแรสซิกอย่างอัลโลซอรัส แต่ก็ยังเล็กกว่าสไปโนซอรัสแ
คอของไทแรนโนซอรัส เรกซ์งอโค้งเป็นรูปตัวเอสตามธรรมชาติเหมือนไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดอื่นๆ แต่มีขนาดสั้นและล่ำสันเพื่อรองรับหัวที่มีขนาดใหญ่ ขาหน้ามีสองกรงเล็บและว่ากันว่าไว้ใช้พยุงตัวกับกระดูกขนาดเล็กที่เป็นส่วนที่หลงเหลือของนิ้วที่สาม แต่ขาหลังกลับยาวที่สุดเมื่อเทียบตามสัดส่วนของร่างกายในไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดต่างๆ หางยาวและมีน้ำหนักมาก อาจมีกระดูกมากกว่า 40 ชิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างให้สมดุลกับหัวที่มีขนาดใหญ่และลำตัวของมัน เพื่อชดเชยขนาดที่ใหญ่โต กระดูกหลายชิ้นจึงกลวงเพื่อลดน้ำหนักตัวลงโดยไม่สูญเสียความแข็งแรงไป

กะโหลกศีรษะของไทแรนโนซอรัส เรกซ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมีความยาว 1.4 ม.โพรงช่องเปิดขนาดใหญ่ในกะโหลกศีรษะมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัวและเป็นที่อยู่ของกล้ามเนื้อที่ยึดติดในกะโหลกเหมือนในไดโนเสาร์กินเนื้อทุกชนิด แต่ในส่วนอื่นของกะโหลกไทแรนโนซอรัสแตกต่างจากไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดอื่น กะโหลกมีขนาดกว้างในส่วนด้านหลังและแคบลงไปทางจมูกเพื่อให้การเห็นเป็นภาพเดียวด้วยสองตาได้ดีเป็นพิเศษ[15][16] กะโหลกศีรษะ กระดูกจมูก และกระดูกอีกสองสามชิ้นเชื่อมต่อกัน เพื่อป้องกันการการเคลื่อนตัวของกระดูก แต่ก็เป็นโพรงอากาศจำนวนมาก (ประกอบไปด้วยช่องว่างขนาดเล็กคล้ายรังผึ้ง) ซึ่งอาจทำให้กระดูกมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นและเบาขึ้น กระดูกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้เป็นเป็นโครงสร้างสำคัญของวงศ์ไทรันโนซอริดี (Tyrannosauridae) ทำให้การกัดทรงพลังขึ้นซึ่งเหนือกว่าไดโนเสาร์กินเนื้อวงศ์อื่น[17][18][19] ปลายของขากรรไกรบนเป็นรูปตัวยู (ไดโนเสาร์กินเนื้อวงศ์อื่นส่วนมากมีขากรรไกรบนเป็นรูปตัววี) ซึ่งช่วยเพิ่มจำนวนของเนื้อเยื่อและกระดูกที่ไทแรนโนซอรัสกัดออกมาได้ในหนึ่งครั้ง ถึงแม้ว่าจะเพิ่มแรงตึงเครียดบนฟันหน้าด้วยก็ตาม จากโครงสร้างร่างกาย เราคาดว่า ที เร็กซ์ จะทำตัวแบบไฮยีน่ายักษ์
(ไม่ใช่ไก่ยักษ์แบบที่หลายคนล้อเลียนกัน ถ้าจะคล้ายไก่ ต้องตระกูลโดรมีโอซอร์ อันนั้นมีขนแบบนก แต่ตระกูลนั้นต้องบอกว่าเป็นเหยี่ยวมากกว่า)

อันดับ 2 ซอโรเพกาแนกซ์
นักล่าที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดแห่งยุคจูราสสิก การกัดแบบอัลโลซอรัส บวกกันฟันที่คล้ายมีดหั่นเนึ้อ และความเร็วที่สูง
ทำให้มันน่าจะไร้คู่แข่งในการล่าในยุคของมัน อาจยาวได้เกิน 13 เมตร และหนักกว่า 5 ตัน ความเร็วในการวิ่งน่าจะสูงกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การพัฒนาการของมัน คาดว่าเพื่อต่อสู้กับฝูงอัลโลซอรัส และฆ่าซอโรพอด

อันดับ 1 สไปโนซอรัส

ที่เจ้านี่ได้นัมเบอร์ 1 ในลิสต์นี้ สืบเนื่องมาจากกรงเล็บที่ยาวกว่า 1 ฟุต ขาหน้าที่ยาวได้มากกว่า 15 ฟุต
และความยาวอาจมากได้เกินกว่า 55 ฟุต แรงกัดสามารถดวลกับทีเร็กซ์ได้สบายๆ มันคือสุดยอดนักล่าแห่งแอฟริกา 
ฝู้อาจฆ่าซอโรพอดหนัก 60 ตัน กินเป็นเมนูได้ไม่ยาก แต่เมนูหลักของมันคือปลาโบราณที่ยาวกว่า 20 ฟุต
กรงเล็บยักษ์ของมัน น่าจะกรีดรถยนต์ขาดเป็นชิ้นไม่ยาก แถมยิ่งได้เร็วยิ่งกว่าจักรยานของมนุษย์

มันกินเนึ้อวันละมากกว่า 300 กิโลกรัมทุกวัน เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ จากการตรวจสอบฟอสซิลฟัน ลักษนะออกมาคล้ายกับฟันของสัตว์กินปลาขนาดใหญ่
(แต่กินปลาไม้ได้แปลว่ากระจอกนะ กริซลี่ก็กินปลาเหมือนกัน) มันปะทะกับคาร์ชาโรดอนโทซอรัส และจระเข้ยักษ์ซาร์โกซูคัสอีกด้วย


ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์ (อังกฤษDinosaur) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในอันดับใหญ่ Dinosauria ซึ่งเคยครองระบบนิเวศบนพื้นพิภพ ในมหายุคมีโซโซอิก เป็นเวลานานถึง 165 ล้านปี ก่อนจะสูญพันธุ์ ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่อันที่จริงไดโนเสาร์เป็นสัตว์ในอันดับหนึ่งที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างสัตว์เลื้อยคลานและนก
คำว่า ไดโนเสาร์ ในภาษาอังกฤษ dinosaur ถูกตั้งขึ้นโดย เซอร์ ริชาร์ด โอเวน นักบรรพชีวินวิทยา ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นการผสมของคำในภาษากรีกสองคำ คือคำว่า deinos (δεινός) (ใหญ่จนน่าสะพรึงกลัว) และคำว่า sauros (σαύρα) (สัตว์เลื้อยคลาน)
หลายคนเข้าใจผิดว่า ไดโนเสาร์ คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในมหายุคมีโซโซอิกทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว ไดโนเสาร์ คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนพื้นดินเท่านั้น สัตว์บกบางชนิดที่คล้ายไดโนเสาร์ สัตว์น้ำและสัตว์ปีกที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ ไม่ถือว่าเป็นไดโนเสาร์ เป็นเพียงสัตว์ชนิดที่อาศัยอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์เท่านั้น
แม้ว่าไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ไปนานหลายล้านปีแล้ว แต่คำว่าไดโนเสาร์ก็ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะไดโนเสาร์นั้นนับว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยปริศนาและความน่าอัศจรรย์เป็นอันมากนั่นเอง

ประวัติการค้นพบ

ประวัติการค้นพบ
มนุษย์ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์มาเป็นเวลานับพันปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเศษซากเหล่านี้เป็นของสัตว์ชนิดใด และพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ชาวจีนมีความคิดว่านี่คือกระดูกของมังกร ขณะที่ชาวยุโรปเชื่อว่านี่เป็นสิ่งหลงเหลือของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ จนกระทั่งเมื่อมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในปี ค.ศ. 1822 โดย กิเดียน แมนเทล นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ไดโนเสาร์ชนิดแรกของโลกจึงได้ถูกตั้งชื่อขึ้นว่า อิกัวโนดอน เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์นี้มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับโครงกระดูกของตัวอิกัวนาในปัจจุบัน
สองปีต่อมา วิลเลียม บักแลนด์ (William Buckland) ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ก็ได้เป็นคนแรกที่ตีพิมพ์ข้อเขียนอธิบายเกี่ยวกับไดโนเสาร์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไดโนเสาร์ชนิด เมกะโลซอรัส บักแลนดี (Megalosaurus bucklandii) และการศึกษาซากดึกดำบรรรพ์ของสัตว์พวกกิ้งก่า ขนาดใหญ่นี้ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งในยุโรปและอเมริกา
จากนั้นในปี ค.ศ. 1842 เซอร์ ริชาร์ด โอเวน เห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบมีลักษณะหลายอย่างร่วมกัน จึงได้บัญญัติคำว่า ไดโนเสาร์[1] เพื่อจัดให้สัตว์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มอนุกรมวิธานเดียวกัน นอกจากนี้ เซอร์ริชาร์ด โอเวน ยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ขึ้น ที่เซาท์เคนซิงตัน กรุงลอนดอน เพื่อแสดงซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ รวมทั้งหลักฐานทางธรณีวิทยาและชีววิทยาอื่น ๆ ที่ถูกค้นพบ โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งแซกซ์-โคเบิร์ก-โกทา (Prince Albert of Saxe-Coburg-Gotha) พระสวามีของสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร
จากนั้นมา ก็ได้มีการค้นหาซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ในทุกทวีปทั่วโลก (รวมทั้งทวีปแอนตาร์กติกา) ทุกวันนี้มีคณะสำรวจซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์อยู่มากมาย ทำให้มีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ประมาณว่ามีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เพิ่มขี้นหนึ่งชนิดในทุกสัปดาห์ โดยทำเลทองในตอนนี้อยู่ที่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศอาร์เจนตินา และประเทศจีน

ยุคของ ไดโนเสาร์

ยุคของไดโนเสาร์
ยุคไทรแอสสิก
การครอบ ครองโลกของไดโนเสาร์ในยุคนี้โลกถูกปกคลุมด้วยป่าไม้จำนวนมาก พืชตระกูลที่ใช้สปอร์ในการขยายพันธ์ประสบความสำเร็จและมีวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุด ในป่ายุคไตรแอสสิกช่วงแรกนั้นมีสัตว์ใหญ่ไม่มากนักสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดคือแมลงปอยักษ์ที่ปีกกว้างถึง2ฟุตและได้ชื่อว่าเป็นนักล่าเวหาเพียงชนิดเดียวของยุคนี้ เนื่องจากในช่วงปลายของยุคเปอร์เมียนเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทำให้พวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก สูญพันธุ์ไปพวกที่เหลือได้สืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงต้นยุคไตรแอสสิกในกลุ่มสัตว์เหล่านี้เจ้าซินนอกนาตัสเป็นสัตว์นักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด ในหมู่พวกมันและในช่วงนี้เองไดโนเสาร์ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยพวกมันวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เดินด้วยขาหลังอย่างเจ้าธีโคดอนซึ่งถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ในยุคเปอร์เมียนทำให้พวกมันสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้อย่างมากมายในช่วงต้นยุคไตรแอสสิกและกลายมาเป็นคู่แข่งของพวกสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมที่เหลือ ไดโนเสาร์ในยุคแรกเป็นพวกเดินสองขา เช่น พลาทีโอซอร์ ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวที่เป็นบรรพบุรุษของพวก ซอโรพอด หรือเจ้าซีโลไฟซิส บรรพบุรุษของพวกกินเนื้อ นักล่าสองขาความสูง 1 เมตร การที่มันสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยสองขาหลังทำให้พวกมันมีความคล่องตัวในการล่าสูงกว่า ซินนอกนาตัส หรืออีรีโทรซูคัสที่ยาวถึง 15 ฟุตซึ่งมีกรามขนาด ใหญ่และแข็งแรงนักล่าเหล่านี้ได้เปรียบซินนอกนาตัสและสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆทำให้พวกนี้ต้องวิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่จะหลบหนีพวกไดโนเสาร์ และหลีกทางให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ก้าวมาครองโลกนี้แทนในที่สุด
ยุคจูราสสิก
ไดโนเสาร์ครอบครองโลกได้สำเร็จในตอนปลายยุคไตรแอสสิก จนเมื่อเข้าถึงยุคจูราสสิกพวกมันก็ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลกในยุคนี้ผืนแผ่นดินถูกปกคลุมด้วยพืชขนาดยักษ์จำพวกสนและเฟิร์นอย่างไรก็ตามได้เริ่มมีพืชดอกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของยุคนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มของการขยายพันธุ์รูปแบบใ หม่ของพวกพืชในยุคจูราสสิกนับได้ว่าเป็นยุคที่พวกไดโนเสาร์คอยาวตระกูลซอโรพอด(Sauropod)ขยายเผ่าพันธุ์อย่างกว้างขวางพวกมันเป็นไดโนเสาร์ ขนาดยักษ์สายพันธุ์ที่รู้จักกันดีก็คือ แบรกคิโอซอรัส (Brachiosaurus) ดิปโพลโดคัส (Diplodocus) และอะแพทโตซอรัส(Apatosaurus)หรืออีกชื่อคือบรอนโตซอรัสนอกจากนี้ยังมีชนิดอื่นๆอีกมากมายสัตว์ยักษ์เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่า เป็นสัตว์ที่โง่และไม่อาจป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าได้ทว่าในปัจจุบันนักโบราณคดีชีววิทยา (paleontology)เชื่อว่าพวกมันใช้หางที่หนาหนักศัตรูที่มาจู่โจมซึ่งนับว่าเป็นการตอบโต้ที่น่ายำเกรงไม่น้อยและเพราะหางที่ยาว และมีน้ำหนักมากนี่เองที่ทำให้พวกมันต้อง มีคอยาวเพื่อสร้างสมดุล ของสรีระของมัน
ยุคครีเตเซียส
ยุคครีเตเชียสเป็นยุคที่ต่อจากยุคจูแรสสิกสัตว์เลื้อยคลานเจริญมากในยุคนี้ ที่ประเทศอเมริกาก็มีการค้นพบสัตว์ทะเลที่เคยอาศัยอยุ่ในช่วงเดียวกันกับไดโนเสาร์ได้แก่ พวกพลีสิโอซอร์เช่น อีลาสโมซอรัส พวกกิ้งก่าทะเลโมซาซอร์อย่างไฮโนซอรัส และอาเครอนเป็นพวกเต่าอาศัยอยู่ในทะเล บนท้องฟ้าก็มีเคอาร์โคโทรุสซึ่งมีขนาดปีกยาวถึง 15 เมตร บินอยู่มากมายยุคนี้เป็นยุคที่ไดโนเสาร์มีการพัฒนาตัวเองอย่างมาก พวกซอริสเชียนที่กินเนื้อมีตัวขนาดใหญ่ได้แก่ อัลเบอร์โตซอรัส ไทรันโนซอรัสปรากฏในยุคนี้มีลักษณะดังนี้ไทรันโนซอรัสนั้นมีเล็บที่ขาหลังใหญ่โตและมีฟันแหลมยาวประมาณ 13 เซนติเมตร เพื่อใช้จับเหยื่อพวกซอริสเชียนที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารก็ได้แก่ ออนิโตมิมัสพวกออร์นิธิสเชียนมักจะเป็นพวกกินพืชพวกที่ถูกค้นพบครั้งแรกก็ได้แก่ อิกัวโนดอน แล้วก็พบ ฮิพุชิโรโฟดอน และ ฮาโดโรซอรัส พวกออร์นิธิสเชียน ได้แก่ ไทรเซอราทอปส์ แองคิโลซอรัส พบเจริญอยู่มากมาย แต่ว่าก่อนจะหมดยุคครีเตเชียส นั้นอากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไดโนเสาร์บางพวกเริ่มตายลงและสูญพันธุ์หลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีบทบาทขึ้นมาบนโลก

นักล่าเเห่งพื้นพิภพ

นักล่าเเห่งพื้นพิภพในยุค 65 ล้านปีก่อน

นี่คือเรื่องราวของไดโนเสาร์นักล่าที่อาศัยอยู่ พื้นพิภพ ในยุค 65 ล้านปีก่อน เรามาทำความรู้จักกับ น่าล่าเหล่านี้ได้เลย 



นักล่าตัวที่ 1 สไปโนซอรัส (Spinosaurus) 

ในบรรดาไดโนนักล่าทั้งหมด สไปโนซอรัส ได้ครองตำแหน่งไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลก ฟอสซิลของมันถูกขุดพบที่อียิปต์ในปี ค.ศ. 1912 สไปโนซอรัสปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อ 100 ล้านปีแล้วมันกระโหลกศีรษะคล้ายจรเข้ และมีความยาวจากหัวจรดหางกว่า 15 เมตรและหนักราว 9 ตัน แขนของมันมีขนาดใหญ่กว่าพวกนักล่าร่างยักษ์อื่น ๆ ทั้งยังมีกรงเล็บแหลมคมสำหรับใช้จับเหยื่อ ฟันรูปกรวยแบบเดียวกับจรเข้ของมัน แสดงให้เห็นว่าเหมาะกับการล่าปลาขนาดใหญ่ แต่ก็เช่นเดียวกับจรเข้ พวกสไปโนซอรัสก็น่าจะเชี่ยวชาญในการสังหารเหยื่ออื่นๆซึ่งก็รวมถึงไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน สไปโนซอรัสมีแผงกระดูกขนาดใหญ่บนหลัง ทำให้มันดูโดดเด่นและช่วยให้ขนาดของมันดูใหญ่ขึ้นไปอีก ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า แท้จริงแล้ว แผงกระดูกดังกล่าวคืออะไร ระหว่างแผ่นหนังแบบกระโดงคล้ายปลากระโทงแทง หรือ อาจจะหุ้มด้วยกล้ามเนื้อแบบเดียวกับหนอกของควายไบซัน



นักล่าตัวที่ 2 ไจแกนโนโทซอรัส (giganotosaurus )
ยักษ์นักล่าชนิดแรกที่จะกล่าวถึง คือ ไจแกนโนโทซอรัส ฟอสซิลของมันถูกพบครั้งแรกในพาตาโกเนีย ที่อาร์เจนตินา เมื่อปี ค.ศ. 1993 ไจแกนโนโทซอรัสครองตำแหน่งนักล่าสุดยอดของอเมริกาใต้เมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว ด้วยน้ำหนักถึง 8 ตัน ความยาว 13.8 เมตร ฟันของมันค่อนข้างสั้นและบาง ลักษณะคล้ายกริช ซึ่งเหมาะที่จะใช้ฉีกเนื้อมากกว่าขบกระดูก นักวิทยาศาสตร์คิดว่า พวกไจแกนโนโทซอรัสน่าจะสังหารเหยื่อขนาดใหญ่ด้วยการพุ่งเข้าไปกัด กระชากเนื้อให้เกิดแผลใหญ่และรอให้เหยื่อเสียเลือดจนหมดกำลังล้มลง กลายเป็นอาหารของมัน



นักล่าตัวที่ 3 ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (tyrannosaurus rex)
เมื่อประมาณ 72 ล้านปีที่แล้ว  นักล่าที่โด่งดังที่สุดได้ปรากฏขึ้นบนโลกก่อนที่ยุคไดโนเสาร์จะสิ้นสุดลง นั่นคือ ไทรันโนซอรัส หรือ ที – เร็กซ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ชื่อของมันแปลว่า กิ้งก่าทรราชย์ พวกมันครอบครองส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือในปลายยุคครีตาเชียส ฟอสซิลของที-เร็กซ์ถูกขุดพบครั้งแรกที่รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1900 นักล่าชนิดนี้หนัก 6 ตัน ยาวราว 13 เมตร และมีกระโหลกสั้นกว่าไดโนยักษ์นักล่าชนิดอื่น และแม้ว่ามันจะมีขนาดย่อมกว่าโคตรนักล่าชนิดอื่น ๆ แต่ก็มีอาวุธสังหารที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน ฟันของมันมีขนาดใหญ่และหนา จนสามารถใช้ขบกระดูกชิ้นโต ๆ ได้อย่างสบาย โพรงจมูกของที-เร็กซ์ค่อนข้างใหญ่กว่าพวกนักล่าอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกมันสามารถดมกลิ่นได้ดีในระยะไกล จนทำให้บางคนคิดว่า พวก ทีเร็กซ์น่าจะเป็นพวกกินซากแบบไฮอีน่ามากกว่านักล่า โดยดมกลิ่นหาซากสัตว์และใช้ฟันที่แข็งแรงขบกระดูกของซาก อย่างไรก็ตาม รูปร่างที่ล่ำสัน กรามและศีรษะขนาดใหญ่อันทรงพลังก็แสดงให้เห็นว่า เจ้ายักษ์ตัวนี้น่าจะมีความสามารถในการสังหารเหยื่อได้ไม่แพ้นักล่าชนิดอื่น ๆ
ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากไทรันโนซอรัสแล้ว ยังมีนักล่าขนาดยักษ์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับมันอาศัยอยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลกด้วย อย่างเช่น แอลเบอตาซอรัส และทาโบซอรัส อย่างไรก็ตาม ไดโนเสาร์นักล่าเหล่านี้ ก็ยังคงมีขนาดเล็กและบอบบางกว่า ที-เร็กซ์



นักล่าตัวที่ 4 เวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor)
เวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดหนึ่ง มีชีวิตอยู่เมื่อ 85 ล้านปีที่แล้วในทะเลทรายโกบีของมองโกเลีย เวโลซีแรปเตอร์ เป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ที่ฉลาดที่สุด มันฉลาดพอๆกับลิงกอริลลาเลยทีเดียว เวโลซีแรปเตอร์เป็นพวกไดโนเสาร์ที่วิวัฒนาการเป็นนก มีหลักฐานจากฟอสซิลของมัน ว่ามันมีขนด้วย ถึงมันจะมีขนแต่ขนไม่ได้ใช้สำหรับการบิน แต่ใช้สำหรับโอ้อวดเพศเมียในเวลาผสมพันธุ์ และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เหยื่อประจำของเวโลซีแรปเตอร์คือโปรโตเซอราทอปส์ ซึ่งเป็นพวกไทรเซอราทอปส์เชียน มันอาจจะทำงานกันเป็นทีม และเข้าไปฆ่าเหยื่อด้วยกรงเล็บของมัน เวโลซีแรปเตอร์มีขนาดเล็กกว่าในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิค ปาร์ก มาก เนื่องจากในภาพยนตร์มันถูกแต่งเติม จนกลายเป็นยอดนักล่าสูง 2 เมตร ทั้งๆที่จริงแล้วมันสูงเพียงเท่าต้นขาของมนุษย์ เวโลซีแรปเตอร์มีญาติที่ใกล้ชิดที่สุดคือไดโนไนคัส ในทวีปอเมริกาเหนือ  




นักล่าตัวที่ 5 ไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus)
ไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus)หงอนของมันจะมีเฉเพาะตัวผู้เท่านั้น มีไว้อวดตัวเมียเวลาผสมพันธุ์ ชื่อของมันมีความหมายว่ากิ้งก่ามีหงอน พบที่ทวีปอเมริกาเหนือและประเทศจีน อาศัยอยู่ในยุคจูราสสิคตอนต้นเมื่อประมาณ 208 ล้านปีก่อน ยาวประมาณ 6-7 เมตร มันมีฟันหน้าอันแหลมคมที่นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่ามีไว้สำหรับฉีกเนื้อมากกว่าการขย้ำหรือขบกัด ส่วนหงอนบนหัวไว้สำหรับโอ้อวดตัวเมีย เวลาผสมพันธุ์
ไดโลโฟซอรัส เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วจากไปจากการปรากฏตัวใน ภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค โดยภายในภาพยนตร์ได้มีการแสดงว่า ไดโลโฟซอรัส สามารถพ่นพิษออกจากปากได้(คล้ายงูเห่าแอฟริกา) แต่เป็นเพียงเพื่อการเพิ่มอรรถรสในการชมเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ไดโลโฟซอรัสสามารถพ่นพิษหรือกางแผงคอ ได้



นักล่าตัวที่ 6 อัลโลซอรัส (Allosaurus)
อัลโลซอรัส ( Allosaurus) ไดโนเสาร์นักล่าก่อนยุคไทรันโนซอรัสแต่ตัวเล็กกว่า อาศัยอยู่ในยุคจูราสสิคเมื่อ 155-145 ล้านปีก่อน ขนาดทั่วไปมีความยาวประมาณ 8.5 เมตร (29 ฟุต) สูงจากพื้นถึงไล่ประมาณ 3.2 เมตร แต่ก็มีพบขนาดใหญ่ที่สุดมากกว่า 10 เมตร (34 ฟุต) มีหน้าตาคล้ายกิ้งก่าขนาดใหญ่ มีปุ่มเขาขนาดเล็กเหนือดวงตา ขากรรไกรทรงพลังมีฟันเรียงราย แม้จะไม่เทียบเท่าตระกูลไทรันโนซอรัสในยุคหลัง ร่างกายมีความสมดุลโดยยาวและหางหนัก ตามคุณสมบัติของตระกูล อัลโลซอร์ มันมีญาติอันตรายอย่าง คาร์ชาโรดอนโทซอรัส และ กิก้าโนโตซอรัส